บอกลาปัญหา ตัวบวม

ตัวบวม
ตัวบวม

มีสาวๆหลายคนที่พยายามควบคุมอาหารอย่างหนัก แต่ก็ยังต้องพบกับปัญหาอ้วนลงพุงแบบเดิมๆ ซึ่งต้นเหตุของไขมันที่สะสมในร่างกายของคุณอาจจะมาจากสาเหตุอื่นๆนอกเหนือจากการรับประทานอาหารก็เป็นได้
แต่จะเป็นเรื่องอะไรนั้น ตามมาดูเลย

ปัญหาสัดส่วนที่ไม่กระชับ น้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐาน อาจจะทำให้หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าตัวเองนั้นกำลัง “อ้วน” ซึ่งก็ต้องตามมาด้วยความพยายามอย่างหนักในการลดอาหาร แต่ก็ไม่เห็นว่าจะผอมลงเสียเท่าไหร่ เหตุผลที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าคุณแก้ปัญหาผิดจุด เพราะความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับคุณอาจเกิดขึ้นเพราะคุณ “บวมน้ำ” ต่างหาก

ซึ่งต้องทราบไว้เลยว่า อาการบวมน้ำสามารถเกิดขึ้นได้บ่อยๆเมื่อคุณทำตัวไม่เหมาะสม หากคุณหยุดพฤติกรรมเหล่านี้ได้ก็ไม่ต้องกังวลอะไรอีกต่อไปเลย
1. ฮอร์โมนเพศไม่สมดุล

ไม่ต้องแปลกใจที่ผู้หญิงจะมีอาการตัวบวมๆในช่วงวันนั้นของเดือน เพราะสาเหตุของอาการตัวบวมข้อแรกก็คือ การมีประจำเดือน นั่นเอง ทั้งนี้เนื่องจากช่วงการมีประจำเดือนเป็นช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเอสโตรเจน และโปรเจสเตอโรน เมื่อฮอร์โมนเพศไม่สมดุล
ก็จะส่งผลให้ร่างกายกักเก็บของเหลวเอาไว้ในร่างกายมากกว่าปกติ และดูตัวบวมๆกว่าเดิมนั่นเอง

วิธีแก้ ใครไม่อยากดูบวมเกินไปให้พยายามหาอาหารประเภทถั่ว เมล็ดทานตะวัน ผักโขม จมูกข้าว และอโวคาโด มารับประทาน เพราะอาหารเหล่านี้มีแมกนีเซียมสูง ช่วยป้องกันอาการบวมได้
2. ดื่มน้ำน้อยเกินไป

อย่าคิดว่าการดื่มน้ำมากๆจะยิ่งทำให้บวมน้ำ จริงๆแล้วตรงกันข้ามกันเลย เพราะยิ่งคุณดื่มน้ำน้อยเท่าไร ก็จะยิ่งทำให้ร่างกายเกิดอาการบวมน้ำได้มากขึ้นเท่านั้น

ทั้งนี้เป็นเพราะเมื่อปริมาณน้ำในร่างกายน้อย เลือดก็จะข้นมากกว่าปกติ ทำให้ของเหลวในร่างกายไหลเวียนไม่สะดวกเหมือนเดิม ไหลช้าลง และเป็นที่มาของการอาการตัวบวมอย่างที่คุณเห็นนั่นเอง

วิธีแก้ เมื่อสาเหตุคือดื่มน้ำน้อยไป วิธีแก้ก็แค่ดื่มน้ำให้มากขึ้น ดื่มให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละประมาณ 8 แก้ว นอกจากจะช่วยลดอาการตัวบวมได้แล้ว ยังช่วยลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นท้อง หรืออึดอัด ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย
3. กินอาหารเค็ม

สองสาเหตุที่กล่าวไปข้างต้นยังไม่ใช่สาเหตุหลักของการบวมน้ำ เพราะสาเหตุที่แท้จริงคือ การที่คุณเลือกรับปะทานอาหารที่มีรสเค็มมากเกินไปต่างหาก ทั้งนี้ก็เพราะอาหารที่มีรสเค็มส่วนใหญ่จะมีปริมาณ ‘โซเดียม’ สูง ไม่ว่าจะเป็นเกลือ น้ำปลา หรือผงปรุงรสในซองขนมขบเคี้ยวก็ล้วนแต่มีโซเดียมสูงทั้งนั้น

ซึ่งแร่ธาตุโซเดียมตัวนี้ก็เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้คนเราบวมน้ำได้อย่างชัดเจน และรวดเร็วแบบทันตาเห็น เพราะโซเดียมมีหน้าที่ควบคุมสมดุลของของเหลวในร่างกาย แต่เมื่อร่างกายมีโซเดียมมากเกินไป ร่างกายก็จะมีระบบกักเก็บน้ำไว้แบบอัตโนมัติ เพื่อช่วยขับเอาโซเดียมส่วนเกินออกทางไต และนี่ก็ทำให้ตัวบวมตามมาได้ในที่สุดนั่นเอง

วิธีแก้ ควบคุมอาการการกินให้ดี
ลดการรับประทานอาหารเค็มจัด หรือทานให้เหมาะสม

4. ออกกำลังกายผิดเวลา
คุณอาจจะไม่เชื่อว่าการออกกำลังกาย เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการตัวบวม แต่มันเป็นเรื่องจริงก็ต่อเมื่อคุณออกกำลังกายผิดเวลา ทั้งนี้มีงานวิจัยสนับสนุนว่า
“การออกกำลังกายหลังรับประทานอาหารเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ เพราะจะทำให้เกิดแก๊สในระบบย่อยอาหารได้อย่างรวดเร็ว เมื่อร่างกายมีแก๊สก็เป็นผลเกิดอาการท้องอืด อึดอัด แน่นท้องได้” ซึ่งอาการนี้เป็นเพราะระบบการย่อยอาหารต้องทำงานไปพร้อมๆกับระบบบริหารกล้ามเนื้ออย่างต่อเนื่องนั่นเอง
วิธีแก้ หากต้องการออกกำลังกายควรเว้นช่วงเวลาให้อาหารได้ย่อยให้หมดก่อน ซึ่งควรเว้นช่วงเวลานี้ไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง
5. เคี้ยวอาหารเร็วเกินไป

การรีบทานไม่ว่าจะเป็นเพราะหิวหรือเพราะทานเร็วเป็นนิสัยอยู่แล้ว ก็มีผลเสียให้คุณอืดบวมได้เช่นกัน ทั้งนี้ก็เพราะการเคี้ยวอาหารเร็วๆ จะทำให้การรับประทานอาหารได้อากาศเข้าไปมากกว่าปกติ ยิ่งกินไวยิ่งเอาอากาศเข้าไปมาก

วิธีแก้ ฝึกเคี้ยวอาหารให้ละเอียดมากขึ้น ฝึกเคี้ยวแบบไม่อ้าปาก และทานข้าวให้ช้าลง เพื่อลดแก๊สที่จะเข้าสู่ระบบทางเดินอาหาร
6. ทานอาหารที่มีแก๊สสูงเกินไป

เป็นไปได้ว่าการรับประทานอาหารที่แก๊สสูงจะทำให้คุณบวมอืดได้ง่าย ดังนั้น การงดรับประทานอาหารที่มีแก๊สสูงสามารถช่วยคุณในเรื่องนี้ได้มาก เพราะยิ่งทานอาหารเหล่านี้เข้าไปมากๆ แก๊สในอาหารก็จะยิ่งไปเพิ่มแก๊สในระบบทางเดินอาหาร ซึ่งมีผลให้คุณตัวบวมขึ้นได้

วิธีแก้ ลดหรือหลีกเลี่ยงการรับประทานผักดิบเพราะเป็นอาหารที่มีแก๊สสูง ผักดิบในที่นี้เช่น กะหล่ำปลี ชะอม สะตอ บล็อกโคลี่ หน่อไม้ฝรั่ง ถั่วงอก เป็นต้น หรือหากต้องการทานต้องลวก ต้ม ผัด หรือให้ความร้อนให้ผักเหล่านี้สุกก่อน
7. ใส่เสื้อกางเกงคับเกินไป

บางคนเชื่อว่าการใส่เสื้อรัดๆจะดูสวย ผอมเรียว หรือดูมีทรวงทรงมากกว่า จนทำให้การใส่เสื้อรัดไปมีผลต่อการบวมของร่างกายได้ ดังนั้น การใส่เครื่องแต่งกายที่รัดแน่นจึงทำให้เลือดลมไหลเวียนไม่สะดวก และส่งผลให้เกิดอาการบวมบางส่วนได้

วิธีแก้ เลือกเสื้อผ้าพอดีตัว
ไม่เล็กหรือไม่ใหญ่มากจนเกินไป ไม่รัด

แค่ลองปรับทั้ง 7 ข้อที่พูดมานี้ อาการบวมเพราะพฤติกรรมผิดๆ ก็ย่อมหายไป ช่วยให้คุณดูผอมลงได้อย่างแน่นอน ลองดูสิค่ะ…แค่เปลี่ยนตัวเองนิดๆหน่อยๆก็สามารถช่วยให้ดูดีขึ้นได้แบบไม่ยากเลย

ปรับท่านั่งขับรถอย่างไรให้ไร้ปัญหาปวดหลัง

นั่งขับรถ
นั่งขับรถ

ปัญหาปวดหลังเป็นปัญหาหนักอย่างหนึ่งที่คนส่วนใหญ่พบเจอ ยิ่งการจราจรบนท้องถนนของประเทศไทยติดขัดมากมายขนาดนี้ การนั่งขับรถในแต่ละวันจึงกินเวลายาวนานหลายชั่วโมงต่อวัน จะลุก จะบิดตัว หรือขยับร่างกายก็ลำบาก เพราะสถานที่คับแคบเกินไป

และเพราะหลายคนต้องใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่บนท้องถนนแบบนี้ จึงไม่น่าแปลกที่จะเกิดปัญหาปวดหลังกันอยู่เสมอ สาเหตุหลักก็เพราะคุณ “นั่งไม่ถูกท่า” “จัดตำแหน่งเบาะหรือพวงมาลัยไม่เหมาะสม” ซึ่งนำมาซึ่งอาการปวดแบบเรื้อรัง หรือเป็นโรคเกี่ยวกับกระดูกสันหลังตามมาได้

ยังไม่สายถ้าคิดจะแก้ไขตั้งแต่ตอนนี้ มาดูวิธีการจัดท่าที่เหมาะสมกันดูสักหน่อยดีกว่า ว่าควรนั่งขับรถอย่างไรให้ไม่ปวดหลัง แต่ยังสามารถขับรถได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมแล้วตามมาดูกัน
1. ระยะนั่งต้อง เหมาะสม

ยังมีหลายคนที่ไม่ทราบว่าระยะนั่งขับรถที่เหมาะสมของตัวเองควรเป็นอย่างไร ทำให้บางทีนั่งชิดไป บางทีนั่งห่างไป และมีผลโดยตรงต่อสรีระระหว่างการขับรถ การจะนั่งขับรถให้สบายและถูกต้อง ควรควบคุไม่ให้เบาะที่นั่งชิดหรือห่างจากพวงมาลัยมากจนเกินไป โดยมีวิธีการระยะ คือ

การนั่งห่างจากพวงมาลัยประมาณ 1 ช่วงแขน ซึ่งเป็นช่วงที่สามารถหมุนพวงมาลัยได้คล่องแคล่ว ไม่ติดขัด ไม่ต้องเอื้อม และสามารถหักเลี้ยวรถได้ง่าย ในขณะเดียวกัน กล้ามเนื้อบ่าและไหล่ก็จะต้องไม่เกร็ง ส่วนขาจะต้องสามารถแตะแป้นเหยียบทั้งเบรก คลัช และคันเร่งได้พอดีในลักษณะกึ่งงอขา ไม่เหยียดหรืองอขาจนเกินไป

ถ้ายังมองภาพไม่ออก มาลองตรวจสอบว่าเบาะที่นั่งของคุณอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องแล้วหรือไม่ด้วยวิธีการนี้ค่ะ

1. เอาข้อมือทั้งสองข้างวางไว้ที่พวงมาลัยด้านบน

2. ปรับเบาะถอยหลังหรือเดินหน้าจนแขนเหยียดตึงพอดี โดยที่ยังวางข้อมืออยู่ที่เดิม

3. เพียงเท่านี้ก็จะได้ระยะเบาะที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณแล้ว
2. ความสูงต่ำของเบาะต้องเหมาะสม
ปัจจุบัน รถรุ่นใหม่สามารถปรับความสูงของเบาะได้หลาย ๆระดับ ดังนั้น คนที่ตัวสูงมากๆหรือเตี้ยมากๆจึงไม่ต้องกังวลใจอีกต่อไป โดยคนที่ตัวสูงควรที่จะปรับเบาะนั่งของคุณให้สูงขึ้น เพราะหากปรับเบาะเตี้ย คุณจะต้องปรับเบาะรถห่างจากพวงมาลัยมากขึ้น ซึ่งนั่นจะส่งผลต่อการงอของหลัง และทำให้ปวดหลังเมื่อต้องนั่งขับรถนานๆได้

ส่วนคนเตี้ยก็ควรปรับเบาะให้ต่ำลง เพื่อจะได้ไม่ต้องนั่งชิดพวงมาลัยมากเกินไป แต่ก็ต้องกะระยะให้มองเห็นท้องถนนได้ชัดเจนด้วย
3. องศาของเบาะต้องเหมาะสม

อย่าคิดว่า การที่เรานั่งขับรถในลักษณะเอนหลังกึ่งนอน จะถือเป็นท่านั่งขับรถที่สบายมากที่สุด หรือจะช่วยให้เราขับรถได้เก่งได้เร็วแบบนักขับรถ Formula1นะคะ เพราะในความเป็นจริงแล้ว แต่ละคนจะมีสรีระที่ไม่เหมือนกัน

และแม้ว่าการนั่งในท่านั่งกึ่งนั่งกึ่งนอนจะความสบายกว่ามากก็จริง แต่ท่านี้กลับไปเพิ่มแรงกดลงไปที่เอว และหากนั่งท่านี้ขับรถนานๆก็จะมีอาการปวดเอวมากกว่าเดิมแน่นอน หรือถ้าใครทานข้าวมาอิ่มๆ เผลอๆจะหลับคาพวงมาลัยไปได้ เพราะฉะนั้นอย่าทำเลย

องศาการปรับเบาะที่ดีควรเริ่มจากการปรับเบาะให้ตั้งตรง 90 องศาก่อน จากนั้นจึงเอนหลังลงเล็กน้อยประมาณ 1-2 ล็อค ให้รู้สึกว่าช่วงเอวกระชับ ถ้ารู้สึกเช่นนั้นก็ถือว่านั่งถูกต้องที่สุดแล้ว

4. หัวหมอน ของสำคัญที่ห้ามลืม

เมื่อปรับเบาะได้อย่างเหมาะสมแล้ว อย่าลืมที่จะใส่ใจ “หัวหมอน” บนเบาะด้วย เพราะหัวหมอนเป็นอุปกรณ์ที่ออกแบบมาเพื่อรักษาความปลอดภัย ลดแรงกระแทก และลดอาการบาดเจ็บที่จะเกิดกับช่วงคอ ซึ่งถือเป็นช่วงอวัยวะที่ละเอียดอ่อนมากที่สุดของเรา

สำหรับใครไม่ทราบว่าควรปรับหัวหมอนอย่างไรให้เหมาะสม ให้ทำโดยการปรับหัวหมอนให้อยู่กลางหลังศีรษะ เพราะจุดนี้จะช่วยลดแรงกระแทกเวลาเกิดอุบัติเหตุได้ดีมากที่สุด
5. จับพวงมาลัยให้มั่นใจ

นอกจากการปรับที่นั่งแล้ว การวางมือบนพวงมาลัยก็ควรอยู่ในตำแหน่งที่พอดีมือด้วยเช่นกัน โดยควรวางมือไว้ในตำแหน่ง 10 และ 2 นาฬิกา เพื่อช่วยให้การขับรถมีประสิทธิภาพ สามารถควบคุมรถได้อย่างง่ายดายมากที่สุด ทั้งนี้ พวงมาลัยควรอยู่ในลักษณะเชิดหน้าขึ้นหาคนขับเล็กน้อยด้วย
6. ไม่ลืมปรับกระจกส่องข้างและส่องหลัง

กระจกเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญมากในการขับรถ หากเราจัดท่าทางที่ไม่ถูกต้องก็จะมีปัญหาในการเอี้ยวตัวเพื่อมองกระจกได้ การขับรถที่ดีควรจะนั่งโดยไม่ต้องขยับศีรษะหรือโยกตัวไปไหน ก็สามารถมองเห็นในจุดที่เราต้องการได้

หากพิจารณาว่ายังมีจุดบอดก็อาจจำเป็นต้องใส่อุปกรณ์เสริมเข้าไป เช่น ใช้กระจกส่องหลังบานใหญ่ ใช้กระจกโค้ง เป็นต้น เพื่อให้การขับรถปลอดภัยได้มากที่สุด

สุดท้ายอยากจะย้ำเตือนให้ทุกท่านระลึกไว้เสมอว่า การขับรถอย่างปลอดภัย ไม่ประมาทเป็นสิ่งแรกที่ต้องทำ ก่อนขับรถทุกครั้งอย่าลืมปรับท่านั่งหรืออุปกรณ์ต่างๆในรถให้เหมาะสม เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและป้องกันไม่ให้เกิดอาการปวดหลังเรื้อรังตามมานั่นเอง

พลิกโฉมหน้าให้สวยได้ดั่งใจด้วยเทคนิคใหม่ ฉีดไขมันตัวเอง

ความสวยในอุดมคติไม่สามารถสร้างได้ดั่งใจตั้งแต่แรกเกิดก็จริง บางคนได้จมูกโด่งเป็นสัน แต่ดวงตาก็ไม่คมสวยอย่างที่ใจคิด บางคนตาคมสวย แต่รูปหน้ากลับกลมไม่เป็นรุปไข่อย่างที่ต้องการ เพราะไม่มีใครหรอกที่จะเฟอร์เฟคตั้งแต่หัวจรดเท้า การศัลยกรรมจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในยุคของโซเชียละครองโลกขนาดนี้ ซึ่งหนึ่งในเทคโนโลยีใหม่ที่ถูกใจสาวๆ เป็นอย่างมากคือ การฉีดไขมันตัวเอง หรือ แฟต กราฟติ้ง นั้นเอง

การฉีดไขมันตัวเองเข้าที่ใบหน้าเป็นการผ่าตัดที่ไม่มีความซับซ้อนมากนัก แต่เป็นการย้ายเซลล์ไขมันจากที่หนึ่ง ไปอีกที่หนึ่ง โดยอาศัยศาสตร์ของการย้ายและปลูกถ่านเนื้อเยื่อ ซึ่งไขมันที่จะใช้ฉีดเข้าไปจะต้องดูดจากส่วนต่างๆ ของร่างกายที่เราไม่ต้องการให้มีไขมันสะสมเยอะ เช่น หน้าท้อง ต้นแขน ต้นขา สะโพก เมื่อดูดไขมันออกมาแล้วด้วยเข็มขนาดเล็กแล้วนำไปผ่านกระบวนการแบ่งเนื้อเยื่อไขมันให้เป็นอนุภาคเล็กๆ เลือกคัดเฉพาะไขมันที่แข็งแรงมาใช้ จากนั้นใส่กลับเข้าไปในกระบอกฉีดยาเพื่อฉีดผ่านเข็มขนาดเล็ก ในจุดที่เราต้องการเติมเต็ม โดยการฉีดนั้นจะฉีดในปริมาณน้อยๆ แต่กระจายตัวไปทั่วๆ ทุกชั้นของเนื้อเยื่อ เพื่อให้เซลล์ไขมันที่ฉีดเข้าไปใหม่สัมผัสกับเนื้อเยื่อภายในให้มากที่สุดเลือดจะได้มาเลี้ยงและมีชีวิตอยู่รอดได้ ซึ่งผลการของทำศัลยกรรมชนิดนี้ ความสำเร็จจะขึ้นอยู่ที่จำนวนเซลล์ที่สามารถอยู่รอด เพราะหากเซลล์อยู่รอดแล้วจะอยู่รอดตลอดไป เรียกว่าเป็นการศัลยกรรมแบบถาวรที่ไม่มีผลข้างเคียงในระยะยาวและให้สัมผัสที่เป็นธรรมชาติอีกด้วย

เมื่อความสวยสร้างสรรค์ได้ด้วยตัวเองอย่างนี้ แล้วคุณจะรออะไรกันอยู่ ลองเข้าไปปรึกษาคลินิกใกล้บ้าน แล้วฉีดไขมันตัวเองเข้าที่ใบหน้าเพื่อปรับเปลี่ยนรูปหน้าและช่วยแก้ปัญหาทุกส่วนของใบหน้าให้สวยและตึงขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

อยากหน้าตึง แต่ไม่อยากผ่าตัด ต้องทำอย่างไร

 

หน้าตึง
หน้าตึง

รอยเหี่ยวย่น เป็นอีกปัญหาที่ไม่ใช่เป็นเพราะผู้ที่เริ่มมีอายุเท่านั้น เพราะสาวๆ หลายคนก็เริ่มสังเกตเห็นปัญหานี้ของตัวเอง ซึ่งวิธีการจะทำให้หน้าตึงในแบบฉบับของสาวยุคใหม่ ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดอีกต่อไป เพราะมี 3 วิธีที่ทำให้หน้าตึงเป๊ะได้แบบไม่ต้องขึ้นเขียงผ่าตัด

  1. ฟิลเลอร์ เป็นสารที่สามารถเสริมและเติมเต็มในชั้นผิวหนังได้ ลดปัญหาริ้วรอยร่องลึก บริเวณต่างๆ ทั่วใบหน้า ไม่ว่าจะเป็น หน้าผาก รอบดวงตา ริ้วรอยมุมปาก ร่องแก้ม รอยย่นบริเวณลำคอ หลังมือ รวมทั้งสามารถปรับแต่งรูปหน้าได้อีกด้วย แต่ผลการฉีดจะอยู่ได้ 6-12 เดือนเท่านั้น
  2. โบท็อกซ์ เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่ในสมัยก่อนใช้กันในทางการรักษา แต่ปัจจุบัน สารโบท็อกซ์ได้เปลี่ยนบทบาทมาเป็นเพื่อความสวยความงามซะมากกว่า ซึ่งโบท็อกซ์ทำงานด้วยหลักการคือฉีดตรงไหน ก็จะเข้าไปคลายกล้ามเนื้อบริเวณนั้น ช่วยลดเรือนริ้วรอยเหี่ยวย่นได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะบริเวณใบหน้า หรือบริเวณอื่นๆ ของร่างกาย แถมยังสามารถปรับรูปหน้าจากกรามใหญ่ ให้เรียวสวยได้ ปรับขาที่ใหญ่ ให้เล็กลงได้ แต่มีผลการรักษาอยู่ได้ประมาณ 6-8 เดือน และสามารถฉีดซ้ำได้เรื่อยๆ
  3. ร้อยไหม เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยยกกระชับใบหน้าได้ โดยไม่ต้องผ่าตัด ไหมที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นไหมละลาย เมื่อแพทย์ฉีดเข้าไปตรงจุดที่เราต้องการให้กระชับ ตัวไหมจะเข้าไปดึงล็อคเนื้อเยื่อที่ชั้นใต้ผิวหนัง จึงทำให้หน้าดูตึงและสามารถปรับโครงสร้างใบหน้าได้ด้วย แต่หลังจากเรารอยไหม ร่างกายจะค่อยๆ กำจัดไหมออกไปภายใน 6 เดือน จากนั้นร่างกายจะกระตุ้นเซลให้สร้างคอลลาเจนพันรอบแนวไหม จึงทำให้ผิวหน้าดูเต่งตึงต่อไปได้ เหมือนเป็นการฟื้นฟูสภาพผิวไปในตัวด้วย

สะดวกแบบไหนก็ลองเดินเข้าไปปรึกษาแพทย์ แล้วมอบความสวยความสาวและใบหน้าทีเต่งตึงให้แก่ตัวเองเลยค่ะ

 

เคล็ดลับเพิ่มกล้ามเนื้อน่องสวย

ความแข็งแกร่งของขาท่อนล่างจะช่วยให้คุณสามารถเดิน, วิ่งและกระโดดได้มีประสิทธิภาพมากกว่าที่เป็นอยู่ อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้หญิงและผู้ชายขณะสวมใส่กางเกงขาสั้นหรือกระโปรงตัวเก่งกับน่องเรียวสวยและเฟิร์มกระชับ ด้วยท่าบริหารง่ายๆ นี้จะช่วยให้คุณมีน่องที่สวยตามต้องการได้

เพิ่มกล้ามเนื้อน่อง
เพิ่มกล้ามเนื้อน่อง

3 ท่าบริหารกล้ามเนื้อน่อง

  1. เขย่งปลายเท้าขึ้น-ลง เริ่มจากการยืนบนแท่นที่สูงขึ้นมาจากพื้นเล็กน้อยให้ปลายเท้าส่วนหน้าพาดไปกับแท่นและส่วนส้นเท้าติดกับพื้น จากนั้นเขย่งขึ้นและลงให้สุดปลายเท้าถึงจะถือว่าครบ 1 ครั้ง โดยควรจะทำเซ็ตละ 20 ครั้งวันละ 5 เซ็ตกำลังดี เพื่อความมั่นคงของการยืนควรตั้งแท่นไว้ชิดผนัง ราวหรือเสาสำหรับจับขณะบริหารท่านี้ กายบริหารท่านี้จะช่วยในการควบคุมการเคลื่อนไหวและการทรงตัวรวมถึงการทำงานของกล้าเนื้อขาให้แข็งแรงมากขึ้นcalf-raise-step-s3
  2. เครื่องบริหารน่อง การออกกำลังโดยใช้แรงจากบริเวณข้อเท้าและน่อง ควรจะทำเซ็ตละ 20 ครั้งวันละ 5 เซ็ตกำลังดี หากไม่มีอุปกรณ์สามารถเปลี่ยนไปใช้ดัมเบลหรืออุปกรณ์อื่นๆ ที่ไม่มีน้ำหนักมากจนเกินกว่าที่ขาของคุณจะรับไหวแทนกันได้seated-shin-raise-s2
  3. กระโดดเชือก กายบริหารอย่างง่ายที่คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี อุปกรณ์สามารถหาซื้อได้ง่าย ช่วยในการเสริมสร้างการทำงานของข้อเท้าและเพิ่มความคล่องตัว ระยะเวลาที่เหมาะสมคือ 30 วินาทีและหยุดพัก 30 วินาทีนับเป็น 1 รอบโดยในแต่ละวันทำ 10 – 20 รอบกำลังดี ทั้งนี้เพื่อเพิ่มความสนุกสนานและให้ได้กำลังที่มากขึ้นสามารถปรับเปลี่ยนท่าการกระโดดได้ตามต้องการjump-rope-s1          ด้วย 3 ท่าบริหารกล้ามเนื้อน่องที่สามารถทำตามได้ง่ายและสามารถนำไปปรับใช้และทำตามได้ด้วยตัวเองที่บ้าน รับรองว่าไม่นานคุณจะได้เรียวขาสวยกระชับและแข็งแรงอย่างแน่นอน

โบท็อกซ์ ของดีที่สาวๆ ทุกคนอยากบอกต่อ

เชื่อว่าตอนนี้ไม่มีใครไม่รู้จัก โบท็อกซ์ สารสุดยอดมหัศจรรย์ที่ถูกอกถูกใจสาวๆ ทั่วทั้งโลก แต่หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่า โบท็อกซ์ เป็นสารที่มีคุณสมบัติหลากหลาย และช่วยนอกจากเรื่องทางการแพทย์ได้ด้วย

โบท็อกซ์ หรือที่เรียกแบบยาวๆ ว่า สารโบทูลินั่มท็อกซินเอ เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่สกัดขึ้นมาจากแบคทีเรียที่มีเชื่อว่า ครอสตริเดียม โบทูลินั่ม ซึ่งถูกค้นพบโดยนายแพทย์ชายเยอรมัน ในเริ่มแรกนั้น โบท็อกซ์ ถูกนำมาใช้ในการรักษากล้ามเนื้อคอกระตุก กล้ามเนื้อตากระตุก ซึ่งหลังจากฉีดแล้วผลข้างเคียงของสารนี้กลับทำให้ใบหน้าและลำคอของคนไข้เต่งตึงและดูเรียบเนียนขึ้น จึงทำให้เกิดการนำสารชนิดนี้มาศึกษาอย่างแท้จริง จนได้มีการรับรองจากอเมริกาว่า สารโบท็อกซ์ สามารถช่วยลดริ้วรอยได้จริง หลังจากนั้นเป็นต้นมาสารโบท็อกซ์ก็เข้ามาบทบาทสำคัญในวงการศัลยกรรม แพร่หลายและเป็นที่ชื่นชอบของบรรดาสาวๆ อย่างรวดเร็ว ข้อดีของโบท็อกซ์คือ การช่วยให้ผิวหน้าที่เหี่ยวย่น ดูเต่งตึงขึ้นมาได้ โดยที่ไม่ต้องผ่าตัด ไม่เจ็บตัวมาก ใช้เวลาฉีดประมาณ 10 นาที เจ้าสารโบท็อกซ์ก็จะเข้าไปจับตัวกับปลายประสาทที่เชื่อมต่อกับกล้ามเนื้อ ส่งผลให้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นคลายตัว ริ้วรอยต่างๆ ก็จะหายไป ผิวหน้าดูอ่อนเยาว์ขึ้น แถมยังสามารถปรับขนาดกล้ามเนื้อให้เล็กลงได้ จึงสามารถฉีดเพื่อปรับหน้าให้เรียวขึ้นได้ด้วย ข้อเสียเพียงอย่างเดียวของ โบท็อกซ์คือ เมื่อฉีดแล้วจะสามารถแสดงผลได้ประมาณ 6-8 เดือน ต้องฉีดซ้ำใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่คนที่เคยฉีดครั้งแรกจะฉีดซ้ำอย่างสม่ำเสมอตลอด

ใครที่ยังไม่เคยรับรู้อิทธิฤทธิ์ของ โบท็อกซ์ บอกเลยว่า ลองครั้งเดียวคุณต้องคิดใจอย่างแน่นอน แต่ขอเตือนไว้ก่อนว่า ต้องฉีดโบท็อกซ์ของแท้เท่านั้น เพื่อความปลอดภัยและไม่เกิดอาการแพ้ค่ะ

สวยด้วยไขมันตัวเองมีอยู่จริง

Fat Grafting
Fat Grafting

การนำเอาไขมันในร่ายกายที่เราไม่ต้องการมาใช้ให้เกิดประโยชน์มาอยู่จริงหรือ สาวๆ หลายคนอาจจะคิดว่า ความคิดเพ้อฝันอันนี้สามารถทำได้จริงหรือ บอกตรงนี้เลยว่า จริง ซึ่งการฉีดไขมันตัวเองเข้าไปเติมเต็มใส่ส่วนที่ต้องการนั้นเรียกว่า การทำ Fat Grafting นั้นเอง

Fat Grafting เป็นเทคนิคใหม่ทางการแพทย์ที่จำเป็นต้องอาศัยความเชี่ยวชาญของแพทย์ผู้ทำเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการดูดเอาไขมันในส่วนที่ไม่ต้องการใหม่มี ไม่ว่าจะเป็น หน้าท้อง สะโพก ต้นขา ออกมา แล้วนำไปปั่นเพื่อแยกเอาไขมันที่ดีที่สุดออกมา จากนั้นจะทำการฉีดกลับเข้าไปในตำแหน่งใหม่ที่เราต้องการ ซึ่งขั้นตอนการฉีดกลับเข้าไปจะเรียกว่าการปลูกถ่ายเนื้อเยื่อ เป็นการย้ายเซลล์ไขมันจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง โดยใช้เข็มขนาดเล็ก และต้องฉีดในปริมาณน้อยๆ แต่ต้องกระจายไปทั่วทุกชั้นของเนื้อเยื่อ ให้ไขมันที่ฉีดเข้าไปสัมผัสกับเนื้อเยื่อภายในของเราให้มากที่สุดเพื่อให้เซลล์ไขมันเหล่านั้นมีเลือดมาเลี้ยงและมีชีวิตอยู่รอดได้นั้นเอง ดังนั้นการฉีดไขมันเข้าไปมากๆ อาจไม่ได้ผลตามที่ต้องการนักเพราะไขมันที่จะอยู่รอดก็ในส่วนที่เลือดไปเลี้ยงเท่านั้น เซลล์ไหนที่มีเลือดไปเลี้ยงน้อยก็จะหายไปเองตามธรรมชาติ ซึ่งส่วนใหญ่การทำ Fat Grafting จึงมักจะทำซ้ำ 2 ครั้ง ถึงจะได้ผลที่ดีและอยู่ได้อย่างถาวร แถมยังไม่เสี่ยงต่ออาการแพ้เพราะไขมันที่ฉีดเข้าไปไม่ใช่สิ่งแปลกปลอมนอกร่างกายนั้นเอง

งานนี้บอกเลยว่า สาวๆ ที่กำลังตามหาการศัลยกรรมที่ไม่ต้องเจ็บตัว ไม่ต้องพักฟื้นนาน ไม่มีรอยแผลเป็น แต่ได้ผลลัพธ์ที่หน้ามหัศจรรย์ ดูสวยใส่อย่างเป็นธรรมชาติ ใบหน้าไม่มีรอยเหี่ยวย่น ก็ต้องไว้ใจ Fat Grafting เลยค่ะ ให้ความสวย ให้ความสวย ในแบบฉบับสาวยุคใหม่กับคุณได้

ศัลยกรรมดึงหน้า ตัวช่วยลดอายุผิว

เมื่ออายุเข้าสู่เลข 4 เป็นธรรมชาติที่ใบหน้าของคนเราจะหย่อนคล้อยตามกาลเวลา ร่องรอยเหี่ยวย่นก็มองเห็นชัดขึ้น ผิวหนังก็เสื่อมสภาพไป บางคนเป็นกันตั้งแต่อายุเข้าเลข 3 แต่บอกให้เลยว่าสิ่งเหล่านี้แก้ไขได้ด้วยการทำศัลยกรรม ซึ่งด้วยวิวัฒนาการที่ก้าวไกลในตอนนี้การจะทำให้ผิวหนังหย่อนคล้อยหายไปจึงสามารถทำได้หลายวิธี แต่หนึ่งในวิธียอดฮิตและทำกันมานานก็คือการ ศัลยกรรมดึงหน้า
การดึงหน้า คือการยกกระชับใบหน้าและลำคอ เพื่อลดริ้วรอยต่างๆ บนใบหน้าที่เกิดขึ้นจากอายุที่มากขึ้น โดยวิธีการนั้นแพทย์จะทำการผ่าตัดไขมันส่วนเกินที่อยู่ตามใต้ผิวหนักออก แล้วดึง ยก กระชับใบหน้าขึ้น ให้ผิวหนังของคนไข้ตึงขึ้น ซึ่งแบงออกเป็น 2 แบบคือ
1. ศัลยกรรมดึงหน้า บางส่วน อาทิ ดึงเฉพาะบริเวณแก้มที่ห้อย หรือดึงเฉพาะบริเวณหน้าผากที่มีรอยย่น
2. ศัลยกรรมดึงหน้า ทั้งหมด คือการดึงทั่วทั้งบริเวณใบหน้าเลย ไม่ว่าจะเป็น หน้าผาก แก้ม คิ้ว และลำคอ
ซึ่งการศัลยกรรมดึงหน้าจะสามารถทำควบคู่กับศัลยกรรมอื่นๆ ได้ อย่าง การทำตาสองชั้น การเสริมค้าง การตบแต่งจมูก การดูดไขมัน และหลังจากศัลยกรรมดึงหน้าแล้ว ส่วนใหญ่ผลของการทำจะช่วยให้ใบหน้าคนไข้ดูอ่อนเยาว์ลงกว่า 7 ปี และสามารถคงผลการรักษาหน้าตึงสวยอยู่ได้ประมาณ 5-10 ปีเลยทีเดียว ส่วนรอยแผลผ่าตัดส่วนใหญ่จะซ่อนอยู่หลังใบหูและเมื่อเวลาผ่านไปก็แทบจะมองไม่เห็น ทำให้ศัลยกรรมดึงหน้ากลายเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ทั้งสาวๆ และ หนุ่ม วัยเลย 40 ไปแล้ว นิยมทำกันเป็นอย่างยิ่ง
แต่การศัลยกรรมดึงหน้าต้องทำกับแพทย์ที่มีประสบการณ์ค่อนข้างสูง เพราะถือว่าเป็นการผ่าตัดที่ละเอียดหลายขั้นหลายตอน ดังนั้นหากอยากได้ผลลัพธ์อย่างใจต้องการ ก็ต้องเลือกสถานเสริมความงามและคุณหมอที่มีฝีฝือหน่อยนะจ๊ะ

หลังฉีดโบท็อกซ์แล้ว ต้องทำตัวอย่างไร

โบท็อกซ์ เป็นตัวช่วยเรื่องความงามที่สาวๆ ทุกคนต่างเรียกร้องและตามหา เพราะเป็นการช่วยให้หน้าตึง หน้าเล็ก หน้าเรียว หรือหน้าใสขึ้นได้ ภายในเวลาอันรวดเร็ว แถมไม่เจ็บตัวอีกต่างหาก แต่การดูแลตัวเองหลังจากทำแล้ว ยากแค่ไหนและมีอะไรบ้างมาดูกันเลยจ๊ะ

  1. หลังจากฉีดเสร็จปุ๊บ เชื่อว่าทุกคนอยากจะจับ อยากจะสัมผัสบริเวณที่เราไปฉีดมาก แต่บอกเลยว่า หลังฉีดห้ามจับ ห้ามนวด บริเวณที่เราฉีด เพราะอาจจะมีผลต่อการกระจายตัวของสารโบท็อกซ์ได้
  2. ภายใน 4 ชั่วโมงแรก สิ่งที่ห้ามทำคือ การนอนราบหรือนอนตะแคง เพราะเป็นช่วงที่สารจะซึมเข้าสู่กล้ามเนื้อ การนอนจะทำให้การกระจายตัวผิดเพี้ยนไป ทางที่ดีควรนั่งหรือยืน แต่หลังจากนั้น 4 ชั่วโมงไปแล้ว ก็นอนได้ปกติ ส่วนสิ่งที่ควรทำใน 4 ชั่วโมงแรก คือต้องรู้จักบริหารกล้ามเนื้อตรงส่วนที่เราไปฉีดมาก อย่างคนที่ฉีดโบท็อกซ์ที่หน้าผากมาก็ควรยักคิ้วบ่อยๆ
  3. ใน 2 สัปดาห์แรก ต้องงดการอบไอน้ำ ซาวน่า ยิงเลเซอร์ หรืออะไรก็ตามที่ทำให้เกิดความร้อนบริเวณใบหน้าหรือบริเวณที่ฉีดโบท็อกซ์มา เพราะจะส่งผลต่อสารโบท็อกซ์ที่เราฉีดเข้าไปได้ แต่สามารถ ไดร์ผม โดนแสงแดดได้ตามปกติ
  4. หลายคนสงสัยว่า หลังฉีดโบท็อกซ์มา สามารถแต่งหน้าได้หรือไม่ บอกเลยว่าสามารถแต่งหน้าได้ตามปกติ
  5. งดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใน 2 วันแรก เพราะแอลกอฮอล์เหล่านั้นจะเข้าไปเพิ่มระบบไหลเวียนในเลือด และอาจจะล้างยาโบท็อกซ์ที่เราเพิ่งเสียเงินฉีดไปนั้นเอง

และนอกจากการดูแลบริเวณที่ฉีดโบท็อกซ์ให้ดีแล้ว สาวๆ หนุ่มๆ ที่ไปโบมาก็ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะนอกจากจะหน้าสวย หน้าตึงแล้ว เราก็ควรจะหุ่นเป๊ะและมีสุขภาพดีที่ ตามแบบฉบับคนยุคใหม่กันด้วยนะคะ

 

ทำก่อน สวยก่อน โบท็อกซ์ ปรับหน้าเรียว

เชื่อว่าใบหน้าเรียวเป็นรูปไข่ เป็นใบหน้าในอุดมคติที่ใครๆ ก็อยากได้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าน้อยคนนักจะได้ทุกอย่างตามใจ ดังนั้น การศัลยกรรมเพื่อเพิ่มเติมความสวย ความงาม จึงเข้ามามีอิทธิพลต่อคนในสังคมปัจจุบันเป็นอย่างมาก แต่เพราะเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำไปไกลตอนนี้ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องเจ็บตัวเยอะ ก็สามารถมีใบหน้าที่เรียวเป็นรูปไข่ได้แล้ว ด้วยการโบท็อกซ์

โบท็อกซ์ เป็นสารสกัดจากแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่เข้าไปหยุดการทำงานของระบบประสาทของกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณที่ฉีดเข้าไปไม่ถูกใช้งาน จึงมีขนาดที่เล็กลงได้ ซึ่งการจะฉีดโบท็อกซ์หน้าเรียว แพทย์จะฉีดเข้าไปบริเวณกราม ทำให้มุมของกรามเล็กลง แต่การฉีดโบท็อกซ์หน้าเรียวจะทำได้ในคนที่มีใบหน้าใหญ่ที่เกิดจากกล้ามเนื้อเท่านั้น ส่วนคนที่มีปัญหาหน้าใหญ่เพราะกระดูก โบท็อกซ์จะไม่สามารถช่วยอะไรได้ ซึ่งคำแนะนำแรกที่คนฉีดโบท็อกซ์ต้องทำคือให้เคี้ยวหมากฝรั่งหลังจากฉีดเป็นเวลา 4 ชั่วโมง เพื่อให้สารโบท็อกซ์ตรงเข้าไปจับกล้ามเนื้อได้ถูกจุด แต่หลังจาก 4 ชั่วโมงแล้ว ให้เลิกเคี้ยวทันที เพราะสารโบท็อกซ์จะออกทำงานในช่วง 4 ชั่วโมงแรก เมื่อสารทำงานเสร็จสิ้น ก็เป็นอันว่ากระบวนการเสร็จสมบูรณ์ หลักจากนั้นให้เราใช้กล้ามเนื้อได้ตามปกติ แต่ยิ่งใช้น้อยๆ ผลของโบท็อกซ์ก็ยิ่งอยู่ได้นานขึ้น แต่สิ่งสำคัญในการจะฉีดโบท็อกซ์คือ เราต้องเลือกสถานบริการที่ดี สารโบท็อกซ์ที่ฉีดให้ต้องไม่มีการผสมน้ำเกลือ หรือสารอื่นๆ ต้องเป็นโบท็อกซ์บริสุทธิ์ เพื่อให้มีประสิทธิภาพดีเยี่ยมอย่างที่เราต้องการ

อยากจะหน้าเล็ก หน้าเรียว หน้าเป็นรูปไข่ ก็ลองไปใช้บริการโบท็อกซ์กันดูนะคะ เพราะนอกจากจะไม่ต้องเจ็บตัวเยอะแล้ว ยังจะสวยหล่อเป๊ะได้แบบปลอดภัยอีกด้วย